เตือน 35%หมูเนื้อแดง โรคหัวใจกินมากถึงตาย



กระทรวงสาธารณสุขตื่นตัว ถือฤกษ์ 24 เม.ย. 2546 เป็นวันดีเดย์ ลงมือปราบ ขบวนการใส่สาร ปนเปื้อน ในอาหารทั่วประเทศ



สารพิษปนเปื้อนที่แฝงอยู่ในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ของหมัก ของดอง และผักสดตามท้องตลาดและถือเป็น มหันตภัยตัวฉกาจของผู้บริโภค เวลานี้ อย่างน้อยมีอยู่ถึง 6 ตัว



บอแร็กซ์ สารฟอกขาว สารเร่งเนื้อแดง ฟอร์มาลิน สารกันเชื้อรา และ ยาฆ่าแมลง



บอแร็กซ์ (Borax) มีหลายชื่อว่า สารข้าวตอก น้ำประสานทอง ผงกันบูด เพ่งแซ ผงเนื้อนิ่ม เป็นผงสีขาว ใช้ในอุตสาหกรรมทำแก้ว ทำให้แก้วทนความร้อน ใช้เป็นตัวประสานเชื่อมทองคำ รวมทั้งใช้เพื่อหยุดยั้งการเติบโตของเชื้อราในแป้งฝุ่นทาตัว



แต่แม่ค้าไทยน้ำไปผสมอาหาร เพื่อให้มีความหยุ่น กรอบ คงตัวนาน ไม่บูดง่าย



สินค้าในตลาดที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อนบอแร็กซ์มากที่สุด มีเนื้อหมูบด ลูกชิ้น ทอดมัน ไส้กรอก ผลไม้ดอง ทับทิมกรอบ และลอดช่อง



มหันตภัยจากบอแร็กซ์ มี 2 ลักษณะ



ลักษณะแรก พิษแบบเฉียบพลัน กินเข้าไปทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง อ่อนเพลีย ปวดหัว หงุดหงิดง่าย ผิวหนังอักเสบ และผมร่วง



อีกลักษณะ พิษแบบเรื้อรัง ทำให้อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ผิวหนังแห้ง หน้าบวม เยื่อตา ตับ และไต อักเสบ



ตัวถัดมา สารฟอกขาว (Sodium Hydrosulfite) หรือเรียกอีกอย่าง "ผงซักมุ้ง" สารพิษตัวนี้ ทั่วโลกนิยมใช้ในอุตสาหกรรมฟอกแหและอวน



แต่เมืองไทย กลายเป็นสารพิษยอดนิยม แม่ค้านำมาฟอกอาหารเพื่อให้ดูขาวสะอาดน่ากิน อาหารที่ถูกตรวจพบว่า ใช้สารฟอกขาวมากที่สุด คือ ถั่วงอก ขิงฝอย หน่อไม้ดอง น้ำตาลมะพร้าว ทุเรียนกวน และกระท้อน



พิษภัย...ทำให้เกิดการอักเสบทุกอวัยวะที่สัมผัส ตั้งแต่ปาก ลำคอ กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดหัว อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ถ้าบริโภคเข้าไปเกิน 30 กรัม มีสิทธิตายทันที



มหันตภัยในอาหารใกล้ตัวคนไทยที่สุดถัดมา คือ สารเร่งเนื้อแดง หรือ "ซาลบูทามอล" (Salbutamol) เป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม Beta-agonists ใช้ในการรักษาผู้ป่วย หอบหืด



ที่มาของความแพร่หลาย ผู้บริโภคนิยมบริโภคหมูเนื้อแดงล้วน ไม่ต้องการให้ติดมัน ผู้เลี้ยงหมูกว่าร้อยละ 90 ทั่วประเทศ จึงให้หมูกิน



ซาลบูทามอล มีฤทธิ์ไปกระตุ้นการเต้นของหัวใจ และขยายหลอดลมในคน เมื่อนำไปให้หมูกิน และมีการตกค้างในเนื้อหมูหลังถูกเชือด ก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย ตั้งแต่อาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย บางรายคลื่นไส้ อาเจียน และถึงกับเป็นลม



โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หญิงมีครรภ์ หรือผู้ป่วยเบาหวาน เป็น 4 กลุ่มเสี่ยง บริโภคเข้าไปมากๆ มีสิทธิตายคาช้อน



นอกจากสารพิษปนเปื้อนในอาหาร 3 ตัวแรก ยังมีสารพิษที่มักถูกตรวจพบตามตลาดสด มากที่สุดอีก 3 ตัว คือ ฟอร์มาลิน สารกันเชื้อรา (กรดซาริซิลิก) และ ยาฆ่าแมลง ซึ่งแต่ละตัวล้วนให้โทษแก่ผู้บริโภคแตกต่างกันไป ตามลักษณะความเป็นพิษ



การดูแลแก้ไข ใช่ว่าเมืองไทยจะไร้กฎหมายควบคุม แต่เป็นเพราะหน่วยงานกำกับดูแล ทำกันแบบไฟไหม้ฟาง มาตรการที่มีจึงเป็นแค่เสือกระดาษ



การลักลอบใช้ บอแร็กซ์ ฟอร์มาลิน และ สารฟอกขาว ในอาหารตามประกาศของ กระทรวงสาธารณสุข ผู้ฝ่าฝืนมีโทษถึง 2 ข้อหา



ข้อหาแรก มีความผิดฐาน "ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหาร ฝ่าฝืนประกาศฯ" กำหนดให้ปรับเป็นเงิน ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



อีกข้อหา โทษฐาน "ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์" มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามแต่ความผิดจะเข้าข่ายลักษณะใด



กรณีตรวจพบ สารเร่งเนื้อแดง หรือ ยาฆ่าแมลง ตกค้างในอาหาร ผู้ฝ่าฝืนมีโทษฐาน "ผลิตเพื่อจำหน่ายอาหารผิดมาตรฐาน" ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท



แต่รู้ๆกัน ในทางปฏิบัติ กฎกติกาเหล่านี้แทบไม่เคยถูกนำมาใช้



หลังจาก สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รมว.สาธารณสุข สั่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั่วประเทศ ออกตรวจสอบและกวาดล้างสารพิษปนเปื้อนในอาหารทั้ง 6 ชนิด



นโยบายนี้ นอกจากดูดีในสายตาผู้บริโภคคนไทย ยังดูดีในสายตาผู้บริโภคอีกหลายสิบประเทศ ที่ต้องนำเข้าเนื้อหมูและอาหารทะเลไปจากเมืองไทย ทุกฝ่ายอยากเห็น "ครัวไทย" เป็นครัวที่ปลอดภัยจากสารพิษ แต่ยังติดตรงที่รณรงค์เข้มกันแล้ว แต่ผลที่ได้ยังไม่เต็มที่



ช่วงวันที่ 15-30 เม.ย. 2546 หลังจากดำเนินการสุ่มตรวจทั่วประเทศ 207 ตัวอย่าง พบว่ายังคงมีการปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงอยู่อีกถึง 71 ตัวอย่าง



แยกตามรายภาค ภาคเหนือ ยังมีการปนเปื้อนอยู่สูงสุด รองลงมา คือ ภาคกลางกับภาคอีสาน และภาคใต้



หลังออกรณรงค์อย่างจริงจัง แม้สถานการณ์โดยรวมทั่วประเทศ ถือว่า ดีขึ้นมา 65.71% แต่ก็หมายความว่ายังคงมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่อีกไม่น้อยกว่า 34.29%



ในสายตาของฝ่ายปราบปราม ระยะแรกของการรณรงค์ ใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน ได้ผลขนาดนี้ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ



แต่ในสายตาผู้บริโภค ซึ่งยังต้องสุ่มเสี่ยงกินเนื้อหมูเปื้อนยาแก้หอบรายวัน อยู่อีกเกือบ 35% คงไม่สบายใจเท่าไหร่



นพ.สถาพร วงษ์เจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มองว่า ปัญหาที่ยังเกิดขึ้น พิจารณาได้ 2 ลักษณะ



ลักษณะแรก หน้าที่ในการควบคุมดูแลการใช้สารเร่งเนื้อแดงในหมู ทั้งในฟาร์มเลี้ยงและโรงฆ่า เป็นของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ



อีกลักษณะ หน้าที่ในการควบคุมดูแลการลักลอบนำเข้าสารซาลบูทามอล และดูแลผู้จำหน่ายเนื้อหมูในท้องตลาด เป็นภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข



"พูดง่ายๆ ตอนหมูเป็นๆ หรือยังมีชีวิต อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ แต่หลังจากถูกเชือด กลายเป็นเนื้อหมูวางขายในท้องตลาด เป็นหน้าที่ของสาธารณสุข"



กระทรวงเกษตรฯเพิ่งได้รับอนุมัติงบประมาณดูแลปัญหานี้ 241 ล้านบาท งบฯก้อนนี้ถูกนำไปใช้ในการขึ้นทะเบียนฟาร์ม และตรวจปัสสาวะหมูก่อนเชือด ในโรงฆ่า



ล่าสุด เนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรฯ พร้อมด้วย ยุคล ลิ้มแหลมทอง อธิบดีกรมปศุสัตว์ ออกมายืนยันว่า จะเสนอคณะรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงบังคับให้ฟาร์มที่เลี้ยงหมูเชิงพาณิชย์ ประมาณ 32,000 แห่ง ทั่วประเทศ เข้าสู่มาตรฐานระบบจีเอพี หรือ Good Agricutural Practice



โดยจะให้เวลาฟาร์มหมูทุกแห่งมาขอขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯก่อน ภายใน 2 เดือนนับจากนี้ไป หลังจากนั้นจะให้เวลาปรับปรุงฟาร์ม เพื่อเข้าสู่ระบบอีก 6 เดือน หลังจากนั้นฟาร์มไหนไม่อยู่ในมาตรฐาน โดนฟันลูกเดียว



อย่างไรก็ตาม ในแง่ของเจ้าหน้าที่ อย. ซึ่งประจำอยู่ตามด่านสินค้าทั่วประเทศ ที่ผ่านมา ยังคงมีการสำแดงเท็จ ไม่ได้แจ้ง หรือไม่ค่อยเข้มงวดกับการนำเข้าสารซาลบูทามอล



แต่หลังจากนี้ไป อย.จะร่วมมือกับกรมศุลกากร ออกมาตรการเข้มงวด จำกัดด่านนำเข้าสารตัวนี้ ให้เหลือเพียง 4 ด่าน โดย 2 ด่านแรก อยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ อีก 2 ด่าน อยู่ที่ท่าอากาศยาน ดอนเมืองและลาดกระบัง



"ต่อจากนี้ไปใครลักลอบนำเข้าซาลบูทามอล จะมีโทษจำคุกถึง 10 ปี และปรับเป็น 4 เท่าของ มูลค่าสารที่ลักลอบ เรากำลังของบประมาณมาพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการตรวจสอบ ให้ดีขึ้น"



รองเลขาฯ อย.ย้ำและทิ้งท้าย



"ตราบใดทั้งสาธารณสุขและเกษตรฯ ร่วมมือกันแข็งขันขนาดนี้ผมมั่นใจ ขอเวลาอีกระยะ ปัญหานี้จะถูกสะสางให้หมดสิ้น".