สารเร่งเนื้อแดง ภัยแฝงที่ยังไม่สูญพันธุ์



จากผลการวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจพบการใช้สารซาลบูตามอล(Salbutamol)ร้อยละ 19.1 และที่น่าตกใจคือเมื่อเมื่อทำการตรวจวิเคราะห์ตับหมู 8 ตัวอย่างพบสารนี้ตกค้างอยู่ทุกตัวอย่างคิดเป็น 100%



กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ยังคงยืนยันมาโดยตลอดว่าสารเร่งเนื้อแดงยังคงถูกใช้ในการเลี้ยงหมูอยู่ในปัจจุบัน นายสัตวแพทย์ประกิจ จงวัฒนากุล ผู้อำนวยการกอง กองสัตวแพทย์สาธารณสุข กรมปศุสัตว์ ได้พูดถึงสถานการณ์ที่ได้ติดตามมาโดยตลอดว่า โดยภาพรวมแล้วจากการตรวจสอบพบว่า เนื้อหมูที่มีสารตกค้างจะกระจายอยู่โดยทั่วไปเกือบทุกแห่ง และปัจจุบันการติดตามตรวจสอบเนื้อหมูที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดก็มีความถี่น้อยลง เนื่องจากงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด



จากผลการวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็ยิ่งตอกย้ำเพิ่มน้ำหนักคำพูดข้างต้นได้เป็นอย่างดี ช่วงต้นปี 2541 หน่วยงานนี้ได้เคยทำการตรวจวิเคราะห์เนื้อหมูและตับหมูที่จำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและตลาดสดต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง จำนวนทั้งสิ้น 76 ตัวอย่าง จำแนกเป็นเนื้อหมู 42 ตัวอย่าง ตรวจพบการใช้สารซาลบูตามอล(Salbutamol)ร้อยละ 19.1 และที่น่าตกใจคือเมื่อเมื่อทำการตรวจวิเคราะห์ตับหมู 8 ตัวอย่างพบสารนี้ตกค้างอยู่ทุกตัวอย่างคิดเป็น 100%



และเมื่อทำการตรวจตัวอย่างอาหารสัตว์ซึ่งถือเป็นต้นตอของปัญหาจำนวน 26 ตัวอย่าง ตรวจพบสารซาลบูตามอลถึงร้อยละ 65.4



ในอดีตเราเคยมีปัญหาทำนองเดียวกันนี้กับสารที่ชื่อว่า เคลนบูเทรอล(Clenbuterol) หรือที่มีชื่อการค้าว่า เลนดอล(Lendol) เป็นชื่อที่โด่งดังอย่างมากในหมู่เกษตรกรผู้เลี้ยง และก็เป็นชื่อที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ออกประกาศเตือนออกมาบ่อย ๆ ถึงพิษสงของมัน



ทั้งสารเคลนบูเทรอลและสารซาลบูตามอลนี้เป็นสารเคมีสังเคราะห์ชนิดหนึ่งในสารกลุ่มเบต้า แอดเวนเนอร์จิก อะโกรนิสท์ (Beta-advenergic agonist) ด้วยการที่กระแสตลาดมีความต้องการหมูที่มีเนื้อแดงมาก มันน้อย ทำให้หมูเหล่านี้กลายเป็นหมูคุณภาพดีมีราคาสูง ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงบางรายที่ไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอ หรือผู้เลี้ยงที่มักง่ายไม่สนใจที่จะเลี้ยงหรือคัดเลือกพันธุ์หมูที่เหมาะสมถูกวิธี ต่างหันมาใช้ “สารเร่งเนื้อแดง” เหล่านี้ผสมในอาหารสัตว์เพื่อลดไขมันและเพิ่มเนื้อแดงกัน