"สกัดขมิ้น" ทำครีมชะลอแก่ ผลิตผลพลอยได้จากงานวิจัยฯ
ตลาดเครื่องสำอางเวลานี้ คงจะไม่มีอะไรดัง เท่าครีมหน้าเด้งอีกแล้ว เรียกว่าออกมาตูมเดียว ดึงไฮซ้อไฮโซกลับมา อุดหนุนสินค้าไทย ได้ไม่น้อยเชียวแหละ!!!
"ความจริง ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่บรรพบุรุษของไทย ใช้ประทินผิวมาตั้งแต่อดีต นับเป็นภูมิปัญญาของคนไทย เรามาช้านานแล้ว..." รศ.ดร.วันดี กฤษณพันธ์ ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวและว่า ปัจจุบันได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ อาศัยเทคโนโลยีช่วยในการสกัดเอาสารสำคัญ ที่วิจัยพบในขมิ้นชัน ออกมาใช้ประโยชน์กันหลากหลายมากขึ้น
โดยนอกจากน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณแก้ท้องอืดท้องเฟ้อและขับลมที่สกัดได้แล้ว ปัจจุบันเราได้พบว่าในเหง้าขมิ้นชันนั้นมี "เคอคิวมินอยด์" (Curcuminoids) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองที่ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxi-dant) ได้ดีมากๆ ต้านการเกิดของริ้วรอยหรือที่เรียกกันติดปากว่า"หน้าเด้ง" ก็สารตัวนี้นี่เอง
นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบว่าดีกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า !!!
ที่ผ่านมาจึงมีการส่งเสริม ให้เกษตรกรปลูก เพื่อสกัดเอาสารสำคัญออกมา ให้อยู่ในรูปสะดวกใช้ยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การเลือกนำมาใช้ก็ต้องศึกษาให้ดี เพราะขมิ้นชันที่ปลูก ในพื้นที่สภาพอากาศที่ต่างกัน ก็จะมีคุณภาพ และสาระสำคัญต่างกันไป มีรายงานการวิจัยระบุว่าขมิ้นชัน ที่ปลูกทางภาคใต้ จะมีปริมาณสารสีเหลือง มากกว่าทางภาคอีสาน ขณะที่ขมิ้นชันทางภาคอีสาน จะมีน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าทางภาคใต้ เป็นต้น
"จากการที่คนโบราณเอาผงขมิ้น มาขัดผิวร่วมกับมะขามเปียกช่วยผลัดเซลล์ ผิวที่ตายแล้วให้ หลุดออก เผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า ซึ่งในขมิ้นก็มีสารสีเหลืองนี่เองที่ช่วยต้านไม่ให้ผิวหมองคล้ำ นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อราอันเป็นสาเหตุของกลากและเกลื้อนได้เป็นอย่างดี"
ดร.วันดี กล่าวและว่า จากจุดนี้เองจึงได้ทำการศึกษาสกัดน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา มาผลิตเป็นครีมใช้ทาในผู้ป่วยโรคเอดส์แทนยาที่ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก และจากการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ได้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้
นั่นก็คือ "ครีมบำรุงผิวขมิ้นชัน" เป็นการนำสารสกัดสีเหลืองที่มีฤทธิ์ต้านการเกิดริ้วรอยมาทำเป็นครีม ใช้กระบวนการผลิตแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิวพรรณ จึงไม่ทำให้เกิดการแพ้ ครีมที่ได้มีลักษณะสีเหลือง ซึมผ่านผิวหนังได้รวดเร็ว
จากการให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้ ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำ และรอยด่างดำจากสิวจางลง ทำให้ผิวแลดูขาวสดใสขึ้น และไม่กลับมาดำอีก !!!
ทั้งนี้ ดร.วันดี อธิบายว่า เป็นเพราะขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก เวลานำมาใส่เครื่อง สำอางที่ใช้กับผิวพรรณ ก็จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่ผิวหนัง ป้องกันรอยเหี่ยวย่น ช่วยชะลอความแก่ได้ โดยนอกจากครีมบำรุงผิวแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ ที่พัฒนาต่อเนื่องไปอีก อาทิ ผงขมิ้นขัดผิว สบู่ขมิ้น เป็นต้น
จากจุดเด่นนี้เอง ทำให้เวลานี้ตลาดขมิ้นชันขายดิบขายดี มีการสกัดสารสีเหลือง และน้ำมันหอมระเหยออกไปขายทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเกษตรกร ไทยอย่างมาก
ท่านที่สนใจผลิตผลจากงานวิจัยเหล่านี้กริ๊งกร๊างไปได้ที่ โทร.0-2865-3586, 0-1584-5938 และ 0-1642-5768 หรือไปสัมผัสกันได้ที่บูธ G47 ในงาน "มหกรรมสินค้าคุณภาพและของขวัญ" ระหว่างวันที่ 22-28 ธ.ค.47 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์.
ตลาดเครื่องสำอางเวลานี้ คงจะไม่มีอะไรดัง เท่าครีมหน้าเด้งอีกแล้ว เรียกว่าออกมาตูมเดียว ดึงไฮซ้อไฮโซกลับมา อุดหนุนสินค้าไทย ได้ไม่น้อยเชียวแหละ!!!
"ความจริง ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่บรรพบุรุษของไทย ใช้ประทินผิวมาตั้งแต่อดีต นับเป็นภูมิปัญญาของคนไทย เรามาช้านานแล้ว..." รศ.ดร.วันดี กฤษณพันธ์ ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวและว่า ปัจจุบันได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่ อาศัยเทคโนโลยีช่วยในการสกัดเอาสารสำคัญ ที่วิจัยพบในขมิ้นชัน ออกมาใช้ประโยชน์กันหลากหลายมากขึ้น
โดยนอกจากน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณแก้ท้องอืดท้องเฟ้อและขับลมที่สกัดได้แล้ว ปัจจุบันเราได้พบว่าในเหง้าขมิ้นชันนั้นมี "เคอคิวมินอยด์" (Curcuminoids) ซึ่งเป็นสารสีเหลืองที่ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxi-dant) ได้ดีมากๆ ต้านการเกิดของริ้วรอยหรือที่เรียกกันติดปากว่า"หน้าเด้ง" ก็สารตัวนี้นี่เอง
นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบว่าดีกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า !!!
ที่ผ่านมาจึงมีการส่งเสริม ให้เกษตรกรปลูก เพื่อสกัดเอาสารสำคัญออกมา ให้อยู่ในรูปสะดวกใช้ยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การเลือกนำมาใช้ก็ต้องศึกษาให้ดี เพราะขมิ้นชันที่ปลูก ในพื้นที่สภาพอากาศที่ต่างกัน ก็จะมีคุณภาพ และสาระสำคัญต่างกันไป มีรายงานการวิจัยระบุว่าขมิ้นชัน ที่ปลูกทางภาคใต้ จะมีปริมาณสารสีเหลือง มากกว่าทางภาคอีสาน ขณะที่ขมิ้นชันทางภาคอีสาน จะมีน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าทางภาคใต้ เป็นต้น
"จากการที่คนโบราณเอาผงขมิ้น มาขัดผิวร่วมกับมะขามเปียกช่วยผลัดเซลล์ ผิวที่ตายแล้วให้ หลุดออก เผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า ซึ่งในขมิ้นก็มีสารสีเหลืองนี่เองที่ช่วยต้านไม่ให้ผิวหมองคล้ำ นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อราอันเป็นสาเหตุของกลากและเกลื้อนได้เป็นอย่างดี"
ดร.วันดี กล่าวและว่า จากจุดนี้เองจึงได้ทำการศึกษาสกัดน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา มาผลิตเป็นครีมใช้ทาในผู้ป่วยโรคเอดส์แทนยาที่ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก และจากการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ได้ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้
นั่นก็คือ "ครีมบำรุงผิวขมิ้นชัน" เป็นการนำสารสกัดสีเหลืองที่มีฤทธิ์ต้านการเกิดริ้วรอยมาทำเป็นครีม ใช้กระบวนการผลิตแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิวพรรณ จึงไม่ทำให้เกิดการแพ้ ครีมที่ได้มีลักษณะสีเหลือง ซึมผ่านผิวหนังได้รวดเร็ว
จากการให้กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้ ปรากฏว่าได้ผลดีมาก ใบหน้าที่เคยหมองคล้ำ และรอยด่างดำจากสิวจางลง ทำให้ผิวแลดูขาวสดใสขึ้น และไม่กลับมาดำอีก !!!
ทั้งนี้ ดร.วันดี อธิบายว่า เป็นเพราะขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก เวลานำมาใส่เครื่อง สำอางที่ใช้กับผิวพรรณ ก็จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่ผิวหนัง ป้องกันรอยเหี่ยวย่น ช่วยชะลอความแก่ได้ โดยนอกจากครีมบำรุงผิวแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ ที่พัฒนาต่อเนื่องไปอีก อาทิ ผงขมิ้นขัดผิว สบู่ขมิ้น เป็นต้น
จากจุดเด่นนี้เอง ทำให้เวลานี้ตลาดขมิ้นชันขายดิบขายดี มีการสกัดสารสีเหลือง และน้ำมันหอมระเหยออกไปขายทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเกษตรกร ไทยอย่างมาก
ท่านที่สนใจผลิตผลจากงานวิจัยเหล่านี้กริ๊งกร๊างไปได้ที่ โทร.0-2865-3586, 0-1584-5938 และ 0-1642-5768 หรือไปสัมผัสกันได้ที่บูธ G47 ในงาน "มหกรรมสินค้าคุณภาพและของขวัญ" ระหว่างวันที่ 22-28 ธ.ค.47 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์.