ได้แรงบันดาลใจ มาจากหนังสือ “กินอร่อยตามรอย ถนัดศรี เล่ม 2” ของ “ปิ่นโตเถาเล็ก” สำนักพิมพ์ครัวบ้าน และสวน ในเครืออมรินทร์ โดยตรงเลยละครับ...
เหตุเพราะในหนังสือเล่มนี้ คุณปิ่นโตฯในฐานะทายาท ของอาหม่อมถนัดศรี เขาเดินตามรอย อาหม่อมกลับไป ที่ร้านเชลล์ชวนชิมรุ่นพระเจ้าเหา ตลอดทั้งเล่ม
เสร็จแล้วเขาก็จะรายงานว่า ร้านยังอยู่ หรือเปล่า? เมนูเหมือนเดิมหรือเปล่า? ยังอร่อยเหมือนของเก่าหรือไม่?
ว่าตั้งแต่ภัตตาคารตั้งจั๊วหลี, ร้านข้าว หน้าไก่เหลาะงาทิ้น 5 แยก, ก๋วยเตี๋ยวปลานายย้ง ทรงวาด, ก๋วยเตี๋ยววัดเอี่ยมฯ, เครื่องในวัว วัดราชบพิธ แล้วก็ภัตตาคารพงหลี อนุสาวรีย์ชัยฯ
พอถึงภัตตาคารพงหลี ต่อมกระตุ้นความหลังของผมก็เริ่มทำงานทันที เพราะ เท่าที่จำได้ ผมไม่ได้แวะไปภัตตาคารแห่งนี้ไม่ตํ่ากว่า 20 ปีแล้วกระมัง
ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ บอกว่า ภัตตาคารพงหลีตั้งมาพร้อมกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงต้องอนุโลมว่าตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2484 และเมื่อนับมาถึงปีนี้จึงมีอายุย่าง 62 ปี หรือ 63 ปี เข้าไปแล้ว
สมัยก่อนอาหารยอดเยี่ยมของที่นี่ในระยะแรกๆได้แก่ นกกระจาบทอด และ ไก่อบ...ต่อมา นกกระจาบหายาก ก็เลิกขายไป หันมาทำเป็ดยัดไส้นํ้าแดง เป็นตัวชูโรง
อาหม่อมเล่าด้วยว่า ลูกค้ารุ่นแรกๆ ได้แก่ นิสิตแพทย์ที่มีหอพักอยู่หลังโรงพยาบาลหญิง และนายทหารสัตวแพทย์ที่อยู่แถวๆนั้น
อาหม่อมชวนชิมครั้งแรกปี 2508 พงหลีขึ้นมาเป็นตึก 2 ชั้น กำลังจะกลายเป็น 4 ชั้น และก็ยืนหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ จากฝีมือของพี่น้องรุ่นที่ 2 จำนวน 7 คน ที่ยังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น
บริเวณหน้าพงหลี เดี๋ยวนี้เขาสร้างเป็น สวนหย่อม มีกระโจมก่อสร้างแข็งแรง หลังคา กระเบื้อง ขายของสารพัด รายล้อมสวนอยู่หลายสิบกระโจม
มีตั้งแต่กาแฟ ขนมเค้ก ร้านขายหนังสือ ไปจนถึงร้านก๋วยเตี๋ยว และห้องนํ้าสาธารณะ
เขาตั้งชื่อที่นี่ว่า “วิคทอรี่พ้อยท์” ราวกับจะประชัน เซ็นเตอร์พ้อยท์ ของสยามสแควร์ ยังไงยังนั้น
แต่ก็แปลกแฮะ แม้ผู้คน จะเยอะมาก...กลับมีหลายกระโจมขึ้นป้าย เซ้งด่วน แสดงว่ากิจการคงไม่ดีเท่าไรนัก
ผมลงจากรถไฟฟ้า เดินผ่านหน้ากระโจมที่ว่านี้...ยังไม่ทันได้เหงื่อก็ถึงภัตตาคารพงหลี เจ้าเก่าที่ปรับปรุงใหม่ สะอาดสะอ้านและสวยงามพอประมาณ ไม่ถึงกับหะรูหะรา จนไม่กล้าเข้าเหมือนภัตตาคารจีนบางแห่ง
เมนูส่วนใหญ่เป็นประเภท “ซีเต๊กซีตู” ที่เคยโด่งดังในอดีต...โดยเฉพาะ สลัดเนื้อสัน ยังคงเป็นรายการท็อปฮิต ที่ลูกค้าสั่งมากที่สุดในแต่ละวัน
เนื่องจากผมไปคนเดียว ไม่มีทีมงานไปด้วยสำหรับงวดนี้ เลยสั่งอาหารมาแค่ 2 อย่าง นอกจากสลัดเนื้อสันแล้ว ก็มีแฮ่กึ๊นทอดกรอบ ตามที่ปิ่นโตเถาเล็กแนะนำไว้
พอดีเที่ยงวัน...ลูกค้าเริ่มทยอยกันเข้ามา จนชั้นล่างเต็มเอี้ยด และยังมีงานเลี้ยงประมาณ 30-40 คน อยู่บนชั้น 3
กว่าครึ่งของลูกค้าในร้าน น่าจะมีอายุ อานามเกิน 50 ไปแล้ว...มีอยู่โต๊ะหนึ่งมากัน 4 คน น่าจะอายุ 60 ปีขึ้นไป จนถึง 70 ปี
ผมคงไม่บอกว่ารสชาติอาหารเป็นอย่างไร เพราะตั้งใจมากินรำลึกความหลัง เสียมากกว่า... แต่ที่คุณปิ่นโตเถาเล็กเขียนไว้...บอกว่าทั้ง 2 อย่าง ยังมีรสชาติเหมือนเดิม และอร่อยเหมือนที่คุณพ่อชวนชิมไว้ ทุกประการ.
เหตุเพราะในหนังสือเล่มนี้ คุณปิ่นโตฯในฐานะทายาท ของอาหม่อมถนัดศรี เขาเดินตามรอย อาหม่อมกลับไป ที่ร้านเชลล์ชวนชิมรุ่นพระเจ้าเหา ตลอดทั้งเล่ม
เสร็จแล้วเขาก็จะรายงานว่า ร้านยังอยู่ หรือเปล่า? เมนูเหมือนเดิมหรือเปล่า? ยังอร่อยเหมือนของเก่าหรือไม่?
ว่าตั้งแต่ภัตตาคารตั้งจั๊วหลี, ร้านข้าว หน้าไก่เหลาะงาทิ้น 5 แยก, ก๋วยเตี๋ยวปลานายย้ง ทรงวาด, ก๋วยเตี๋ยววัดเอี่ยมฯ, เครื่องในวัว วัดราชบพิธ แล้วก็ภัตตาคารพงหลี อนุสาวรีย์ชัยฯ
พอถึงภัตตาคารพงหลี ต่อมกระตุ้นความหลังของผมก็เริ่มทำงานทันที เพราะ เท่าที่จำได้ ผมไม่ได้แวะไปภัตตาคารแห่งนี้ไม่ตํ่ากว่า 20 ปีแล้วกระมัง
ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ บอกว่า ภัตตาคารพงหลีตั้งมาพร้อมกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงต้องอนุโลมว่าตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2484 และเมื่อนับมาถึงปีนี้จึงมีอายุย่าง 62 ปี หรือ 63 ปี เข้าไปแล้ว
สมัยก่อนอาหารยอดเยี่ยมของที่นี่ในระยะแรกๆได้แก่ นกกระจาบทอด และ ไก่อบ...ต่อมา นกกระจาบหายาก ก็เลิกขายไป หันมาทำเป็ดยัดไส้นํ้าแดง เป็นตัวชูโรง
อาหม่อมเล่าด้วยว่า ลูกค้ารุ่นแรกๆ ได้แก่ นิสิตแพทย์ที่มีหอพักอยู่หลังโรงพยาบาลหญิง และนายทหารสัตวแพทย์ที่อยู่แถวๆนั้น
อาหม่อมชวนชิมครั้งแรกปี 2508 พงหลีขึ้นมาเป็นตึก 2 ชั้น กำลังจะกลายเป็น 4 ชั้น และก็ยืนหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ จากฝีมือของพี่น้องรุ่นที่ 2 จำนวน 7 คน ที่ยังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น
บริเวณหน้าพงหลี เดี๋ยวนี้เขาสร้างเป็น สวนหย่อม มีกระโจมก่อสร้างแข็งแรง หลังคา กระเบื้อง ขายของสารพัด รายล้อมสวนอยู่หลายสิบกระโจม
มีตั้งแต่กาแฟ ขนมเค้ก ร้านขายหนังสือ ไปจนถึงร้านก๋วยเตี๋ยว และห้องนํ้าสาธารณะ
เขาตั้งชื่อที่นี่ว่า “วิคทอรี่พ้อยท์” ราวกับจะประชัน เซ็นเตอร์พ้อยท์ ของสยามสแควร์ ยังไงยังนั้น
แต่ก็แปลกแฮะ แม้ผู้คน จะเยอะมาก...กลับมีหลายกระโจมขึ้นป้าย เซ้งด่วน แสดงว่ากิจการคงไม่ดีเท่าไรนัก
ผมลงจากรถไฟฟ้า เดินผ่านหน้ากระโจมที่ว่านี้...ยังไม่ทันได้เหงื่อก็ถึงภัตตาคารพงหลี เจ้าเก่าที่ปรับปรุงใหม่ สะอาดสะอ้านและสวยงามพอประมาณ ไม่ถึงกับหะรูหะรา จนไม่กล้าเข้าเหมือนภัตตาคารจีนบางแห่ง
เมนูส่วนใหญ่เป็นประเภท “ซีเต๊กซีตู” ที่เคยโด่งดังในอดีต...โดยเฉพาะ สลัดเนื้อสัน ยังคงเป็นรายการท็อปฮิต ที่ลูกค้าสั่งมากที่สุดในแต่ละวัน
เนื่องจากผมไปคนเดียว ไม่มีทีมงานไปด้วยสำหรับงวดนี้ เลยสั่งอาหารมาแค่ 2 อย่าง นอกจากสลัดเนื้อสันแล้ว ก็มีแฮ่กึ๊นทอดกรอบ ตามที่ปิ่นโตเถาเล็กแนะนำไว้
พอดีเที่ยงวัน...ลูกค้าเริ่มทยอยกันเข้ามา จนชั้นล่างเต็มเอี้ยด และยังมีงานเลี้ยงประมาณ 30-40 คน อยู่บนชั้น 3
กว่าครึ่งของลูกค้าในร้าน น่าจะมีอายุ อานามเกิน 50 ไปแล้ว...มีอยู่โต๊ะหนึ่งมากัน 4 คน น่าจะอายุ 60 ปีขึ้นไป จนถึง 70 ปี
ผมคงไม่บอกว่ารสชาติอาหารเป็นอย่างไร เพราะตั้งใจมากินรำลึกความหลัง เสียมากกว่า... แต่ที่คุณปิ่นโตเถาเล็กเขียนไว้...บอกว่าทั้ง 2 อย่าง ยังมีรสชาติเหมือนเดิม และอร่อยเหมือนที่คุณพ่อชวนชิมไว้ ทุกประการ.