ชนชาติจีนเป็นหนึ่งใน 3 ชนชาติที่เป็นเจ้าแห่งวัฒนธรรมการกิน อีก 2 ชน

ชาตินั้น ได้แก่ กรีก และโรมัน อาหารนานาชนิดที่เกิดขึ้นในโลกนี้ได้รับอิทธิพล

การกินจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เช่น เส้นสปาเก็ตตี้ที่เรากินกันอยู่นี้ก็มีกำเนิดมา

จากเส้นก๋วยเตี๋ยวของจีนนั่นเอง เมื่อเริ่มมีการติดต่อซื้อขายกันฝรั่งได้ชิมรสของ

ก๋วยเตี๋ยวเกิดติดใจจึงนำสูตรการทำไปเผยแพร่ในประเทศของตน และปรับปรุง

ดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมของตนจนเกิดเป็นอาหารเส้นต่างๆมากมาย และแพร่

หลายไปทั่วโลกจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเส้นสปาเก็ตตี้ และเส้นมะกะโรนี ทั้งหลาย

มีต้นตำรับเป็นชนชาติยุโรป

ชนชาติจีนนี้เป็นชนชาติแรกที่รู้จักการใช้ไฟทำให้อาหารสุก รู้จักการเลี้ยง

สัตว์ การปลูกผักเพื่อนำมาเป็นอาหาร และการนำโลหะมาประดิษฐ์ขึ้นเป็นภาชนะ

หุงต้ม นี่เป็นส่วนแรกที่บอกได้ว่าคนจีนให้ความสำคัญต่อการกินเป็นอย่างมาก ชาวจีนมีเคล็ดลับการปรุงอาหารมากมายรวมทั้งอาหารต่างๆ ส่วนใหญ่ยังเป็นยา

ชั้นยอดอีกด้วย สิ่งที่มีความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ มารยาทการกินอาหารของ

คนจีน

จากตำราว่าด้วยธรรมเนียมการกินของคนจีนสมัยโบราณที่ถือกันมานานเป็น

พันปี กำหนดไว้ว่า

1. ถ้าแขกที่ได้รับเชิญไปกินอาหารมีตำแหน่งราชการต่ำกว่าผู้เป็นเจ้าภาพ

ก่อนจะนั่งโต๊ะ ผู้น้อยที่เป็นแขกควรแสดงความไม่บังควรที่จะร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่

จะนั่งลงได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่คะยั้นคะยอ

2. อย่าเพิ่งลงมือกินจนกว่าจะเห็นผู้ใหญ่ใช้ตะเกียบคีบอาหารชิ้นแรกเข้าปาก

และเมื่อจะคีบอาหารกินบ้าง ก็ต้องเลือกชิ้นที่เล็กและอร่อยน้อยที่สุด อย่าเลือกชิ้น

อร่อยที่สุดเช่นส่วนที่เป็นหัวพุงหัวมันกินก่อนเป็นอันขาด เพราะเป็นการเสียมารยาท

อย่างร้ายแรง จะได้กินของดีที่สุดในจานหนึ่ง ๆ ก็จะต้องคอยจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่

จริง ๆ ที่คนต่ำยศกว่าเราเชิญไปกิน

3. ถ้าเจ้าภาพไม่เชิญดื่มสุราล้างปากระหว่างจาน อย่ายกแก้วหรือจอกขึ้น

ดื่มเองโดยลำพังเป็นอันขาด ต้องคอยให้ผู้มีอาวุโสเขาชวนดื่มจึงค่อยดื่ม

4. เวลากินอาหารไม่ควรส่งเสียงดัง ไม่ควรใช้ฟันหน้าแทะกระดูกกันในโต๊ะ

อาหาร และชิ้นปลาที่กัดแล้วไม่มีการวางกลับลงในจานจะต้องกินทั้งชิ้น โดยเลือก

เอาแต่ชิ้นที่กินได้พอดีคำ

5. เนื้อสัตว์ที่ต้ม ตุ๋น หรือทอดจนนุ่มหรือกรอบแล้ว สามารถใช้ฟันกัดแบ่งกิน

ทีละคำได้ แต่ถ้าเป็นเนื้อที่แห้งเหนียว ต้องใช้มีดตัดให้ขาดเป็นชิ้นเสียก่อน แล้วจึง

ใช้ตะเกียบคีบเข้าปาก การฉีกเนื้อเหนียวด้วยมือแล้วป้อนเข้าปากนั้นถือเป็นกิริยาที่

ไม่สุภาพ

กฎอีกข้อที่เห็นจะลืมกล่าวไปไม่ได้นั่นคือ เมื่อกินซุปจะต้องไม่เติมอะไรเลย

เว้นแต่น้ำซุปหูหลามที่เขาเอาน้ำส้มจิ๊กโฉ่มาให้เติม ถ้าใครเติมซอสใดๆลงไปในซุป

เจ้าของบ้านจะขอโทษและบอกว่า "หมดสติปัญญาที่จะปรุงซุปที่รสชาติดีกว่า

นี้ไว้รับรองท่าน" นั้นหมายถึงว่า ซุปถ้วยนั้นๆเป็นซุปที่เจ้าของบ้านบรรจงทำอย่าง

สุดฝีมือแล้ว หากเราเติมซอสปรุงรสใดๆจึงเสมือนการดูถูกฝีมือของเจ้าบ้าน

นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมต่างๆ อีกมากมายซึ่งในปัจจุบันได้ลดความเข้มข้น

ลงบ้างแล้ว แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งน่าจดจำ เพราะเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม

และเรายังสามารถกล่าวได้เต็มปากด้วยว่าประเทศจีนเป็นประเทศมหาอำนาจทาง

อาหารอย่างแท้จริง