แพทย์ศิริราชเผยคนวัยหนุ่มสาว วัยแรงงานเป็นโรคแพ้อากาศมากที่สุดถึงร้อยละ 70 ของโรคภูมิแพ้ เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสสารก่อภูมิแพ้สูงกว่าคนวัยอื่น ๆ มีอาการคัดจมูก ไอ จาม เยื่อบุจมูกอักเสบ น้ำมูกใสไหล คันตา หูอื้อ กระทบคุณภาพชีวิต หากทิ้งไว้เรื้อรังเสี่ยงเป็นไซนัส ริดสีดวงจมูก หอบหืด หากระบบทางเดินหายใจบวมถึงขั้นเสียชีวิต ย้ำควรพบแพทย์ ภูมิแพ้รักษาได้ แต่ไม่หายขาด





นพ.อนันต์ เพฑวณิช ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า สถิติโรงพยาบาลศิริราช พบว่า มีคนไข้โรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 20 ของประชากร ส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาวอายุน้อยกว่า 30 ปี เป็นโรคภูมิแพ้หรือแพ้อากาศมากถึงร้อยละ 70 เนื่องจากเป็นวัย แรงงาน มีโอกาสพบกับสิ่งกระตุ้นหรือ สารที่ก่อภูมิแพ้มากกว่าคนวัยอื่น ๆ โดยโรคภูมิแพ้เกิดจาก ปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งที่รับเข้าไปเช่น ปฏิกิริยาต่อไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง วัชพืช เชื้อรา เกสรดอกไม้ ส่งผลให้คัดจมูก ไอ จาม หากเป็นเรื้อรังทำให้เป็นโรคไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูกได้ หากรู้ว่าแพ้อะไรควรหลีกเลี่ยงหรือพบแพทย์เพื่อรักษามีทั้งยากินและยาพ่นจมูก ถ้าแพ้รุนแรงระบบทางเดินหายใจตีบ อุดตันถึงขั้นเสียชีวิตได้



“มีอาการหลายอย่างคัดจมูก จาม คันจมูก น้ำมูกไหล น้ำมูกไหลลงคอ พบได้ตลอดทั้งปี บางฤดูที่มีเกสรดอกไม้โดยเฉพาะหน้าร้อนคนไข้แพ้อากาศจะเพิ่มขึ้น บางรายเยื่อบุตาอักเสบจากการแพ้ คันรอบตา หนังตาด้านในแดง น้ำตาไหล หนังตาบวม มีผื่นแพ้ผิวหนังบริเวณข้อศอก ข้อเข่า ข้อพับต่าง ๆ มีลักษณะแดง แห้งและคัน มีสะเก็ด พบในเด็กเล็ก ผิวหนังตามร่างกายคัน บวม นูนหนา พบในเวลาที่อากาศเย็น เรียกว่า ผื่นลมพิษ ยังมีโรคชนิดอื่นที่เรียกว่า แพ้เฉียบพลัน มีอาการคือ หน้าแดง เยื่อบุจมูกบวมคัด ผื่นลมพิษขึ้นตามตัว คลื่นไส้อาเจียน หายใจมีเสียงดังวี๊ด ถ้าเป็นมากความดันโลหิตตก เสียชีวิตได้ เป็นอาการภูมิแพ้เฉียบพลัน สาเหตุจากพบสารก่อภูมิแพ้รุนแรงมาก ๆ” นพ.อนันต์ กล่าว



นพ.อนันต์ แนะวิธีสังเกตโรคแพ้อากาศ ซึ่งแตกต่างจากหวัด คือ โรคหวัดผู้ป่วยจะคัดจมูกน้ำมูกไหล ช่วงแรกน้ำมูกใสต่อมาอาจข้น ระยะเวลาเป็นหวัดประมาณ 3-10 วัน มีไข้หรือไม่มีก็ได้ ไม่คันจมูก ส่วนโรคแพ้อากาศจะคันจมูกร่วมด้วย มีน้ำมูกใส คันตา น้ำตาไหล ไม่มีไข้ มักมีอาการเหล่านี้เรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ หรือยาวนานเป็นปี ๆ โดย มักมีอาการช่วงเช้าหรือก่อนนอน จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เกิดการปรับตัวของเยื่อบุจมูก ทำให้ไวต่อสิ่งที่มากระทบ เช่น เยื่อบุจมูกปรับตัวไม่ได้ เมื่อกระทบกับอากาศ ทั้งเย็นและร้อนทำให้จมูกบวมและยุบตัวโดยเร็ว นอกจากนั้นยังมีความชื้นในอากาศ ชื้นมากไป น้อยไปก็ทำให้เยื่อบุจมูกบวมได้



สำหรับกระบวนการรักษามี 3 ปัจจัย คือ 1.การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง 2.การรักษาด้วยยาทั้งชนิดกินและพ่นจมูก เพื่อบรรเทาคัดจมูก น้ำมูกไหล 3.การฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ โดยฉีดสารก่อภูมิแพ้ให้กับคนไข้ในปริมาณน้อย ๆ ก่อน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวจนร่างกายรับได้ไม่แพ้สิ่งนั้น ๆ ใช้เวลาประมาณ 3- 5 ปี แล้วแต่บุคคล โรคแพ้อากาศรักษาได้ แต่ไม่หายขาด มีโอกาสกลับมาเป็นอีก บางรายแพ้อากาศบ่อยจะขยี้จมูกจนเกิดสันรอยนูนที่สันจมูก บางรายมีเสมหะไหลลงคอ บางครั้งเลือดกำเดาไหลเนื่องจากเยื่อบุจมูกบาง เส้นเลือดฝอยเปราะกว่าคนทั่วไป บางครั้งพบอาการคันตา แสบตาคันในหู หูอื้อ เวลาสัมผัสสารก่อภูมิแพ้หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความชื้นในอากาศ แพ้ไรฝุ่นที่นอน



นพ.อนันต์ กล่าวว่า หากมีอาการตามที่กล่าวมา ควรพบแพทย์เพื่อรักษาโรคแพ้อากาศ โดยแพทย์จะซักประวัติเพื่อดูว่าเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ ตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยทดสอบภูมิแพ้ผิวหนัง หรือตรวจเลือดว่าแพ้อะไร ส่วนใหญ่จะทดสอบภูมิแพ้ผิวหนังเพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าการตรวจเลือด โรคแพ้อากาศหากทิ้งไว้เรื้อรัง อาจกลายเป็นโรคไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก และหอบหืด.



ข้อมูลข่าว : สำนักข่าวไทย